2014 queen_bar
   
ศึกษาต่อเนื่อง CME Hot Journal Issues วัคซีน DTaP ป้องกันโรคไอกรนได้นานแค่ไหน?: ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี
วัคซีน DTaP ป้องกันโรคไอกรนได้นานแค่ไหน?: ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Sathit Kurathong   
วันเสาร์ที่ 08 ธันวาคม 2012 เวลา 11:51 น.

โรคไอกรน เกิดจากการติดเชื้อ Bordetella pertussis และจัดเป็นโรคระบาดที่ติดต่อง่ายมากจากการไอ จามรดกัน   เชื้อก่อโรคในระบบทางเดินหายใจและมักก่อโรครุนแรงเรื้อรังในทารก และเด็กเล็กจนทำให้ถึงตายได้  อาการในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่อาจจะคล้ายไข้หวัดและรุนแรงน้อยกว่า  โรคนี้จึงไม่ถูกวินิจฉัยในผู้ใหญ่ จนกว่าจะไอเรื้อรังนานเกิน 2-3สัปดาห์หรือเป็นปอดบวม หรือ มีการระบาดเกิดขึ้น ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไอกรนในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ DPT และ DTaP (หรือ TDaP)   วัคซีน DPT เป็นวัคซีนที่ใช้มานานและประกอบด้วยเชื้อตายทั้งตัว (killed, whole cell) ของเชื้อ B. pertussis และผสมกับ diphtheria และ tetanus toxoids

 

วัคซีน DTaP ป้องกันโรคไอกรนได้นานแค่ไหน?

ศาสตราจารย์นายแพทย์อมร ลีลารัศมี

 

•     โรคไอกรน เกิดจากการติดเชื้อ Bordetella pertussis และจัดเป็นโรคระบาดที่ติดต่อง่ายมากจากการไอ จามรดกัน   เชื้อก่อโรคในระบบทางเดินหายใจและมักก่อโรครุนแรงเรื้อรังในทารก และเด็กเล็กจนทำให้ถึงตายได้  อาการในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่อาจจะคล้ายไข้หวัดและรุนแรงน้อยกว่า  โรคนี้จึงไม่ถูกวินิจฉัยในผู้ใหญ่ จนกว่าจะไอเรื้อรังนานเกิน 2-3สัปดาห์หรือเป็นปอดบวม หรือ มีการระบาดเกิดขึ้น  ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคไอกรนในประเทศไทยมี 2 ชนิดคือ DPT และ DTaP (หรือ TDaP)   วัคซีน DPT เป็นวัคซีนที่ใช้มานานและประกอบด้วยเชื้อตายทั้งตัว (killed, whole cell) ของเชื้อ B. pertussis และผสมกับ diphtheria และ tetanus toxoids  เด็กได้รับวัคซีน DPT ตั้งแต่อายุ 2-4-6 เดือน, 1 ปีครึ่ง และระหว่างอายุ 4 ถึง 6 ปีก่อนเข้าเรียน รวม 5 ครั้ง  เวลาฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่ต้นแขนในเด็ก จะมีปฏิกริยาเฉพาะที่ เช่น เจ็บ ปวด หรือ บวมที่ต้นแขน หรือ มีไข้  ปวดเมื่อยตามตัวได้นาน 1-2วัน   ส่วนปฏิกริยาที่รุนแรงแต่พบน้อยมากคือ ไข้สูง ซึม ชักกระตุก  ทำให้มีผู้พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไอกรนให้ปลอดภัยมากขึ้นโดยไม่ใช้เซลล์ทั้งตัวของเชื้อ (acellular pertussis vaccine) วัคซีนชนิดนี้มีชื่อว่า DTaP และมีความปลอดภัยกว่า  ตอนแรกคาดว่า วัคซีนชนิดนี้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนได้ดีเช่นกัน   กระทรวงสาธารณสุขไทยยังใช้วัคซีน DPT และให้ฟรี  ส่วนวัคซีน DTaP ต้องเสียเงินซื้อเอง  ในสหรัฐอเมริกาเลิกใช้ วัคซีน DPT แล้ว


•     โรคไอกรนเริ่มโผล่ประปรายให้พบได้ในปัจจุบัน  ในประเทศไทย อาจจะพบได้ร้อยละ 1 ของบรรดาวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ไอแห้ง ๆ เรื้อรังนานเกิน 2 สัปดาห์  ในสหรัฐอเมริกาปีนี้ คาดว่า การระบาดของโรคไอกรนจะสูงขึ้นเป็นสองเท่าของปีที่แล้ว   รายงานของ Centers for Disease Prevention and Control พบผู้ป่วยอย่างน้อย 26,000 รายและมีเด็กเล็กถึงแก่กรรม 13 ราย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลางเดือนกันยายน  เฉพาะในเดือนกันยายนเดือนเดียวพบผู้ป่วยสัปดาห์ละ 1,000 รายในเด็กอายุ 7 ถึง 10 ปีและในวัยรุ่น   ซึ่งสะท้อนว่า ภูมิคุ้มกันโรคไอกรนจากการฉีดวัคซีน DTaP อยู่ประมาณ 5-7 ปีเท่านั้นและอยู่ไม่นานเท่าวัคซีนรุ่นเก่าคือ DPT ที่ยังใช้ในบ้านเรา   ผู้ที่รับวัคซีน DTaP มาแล้ว 5 ปี จะมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้ถึงร้อยละ 40 ต่อปี  ปัจจุบันจึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิดนี้อีกครั้งก่อนที่จะเข้าสู่วัยรุ่น  และอาจจะต้องฉีดซ้ำอีก 1 ครั้งหลังจากนี้โดยใช้ Tdap แทนวัคซีนบาดทะยักซึ่งแนะนำให้ฉีดผู้ใหญ่ทุก 10 ปี อยู่แล้ว    ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยฉีดวัคซีน Tdap   ควรฉีดวัคซีน Tdap ในท้ายไตรมาสที่สองหรือเริ่มต้นของไตรมาสที่สาม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่จะถ่ายทอดไปสู่ทารก   นอกจากนี้  ผู้ที่ดูแลหรือทำงานในสถานเลี้ยงเด็ก ควรได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้  ส่วนผู้ที่ไอเรื้อรังควรอยู่ห่าง ๆ เด็กทารกที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนเลย


•     การรักษาโรคไอกรนให้ได้ผลดี คือ การให้ยาต้านจุลชีพภายใน 1-2 วันตั้งแต่เริ่มป่วย  เพื่อหยุดยั้งการไอ ไข้ อย่างรวดเร็ว  แต่โดยทั่วไป ผู้ป่วยไม่ได้รับยาต้านจุลชีพในระยะแรกเพราะอาการเหมือนกับโรคหวัดหรือไข้หวัดใหญ่    หากผู้ป่วยได้รับยาต้านจุลชีพและอาการทุเลาจนหายไป  ก็วินิจฉัยได้เพียง URI หรือ viral URI แต่ไม่นึกถึงโรคไอกรน  ถ้าโรคไม่หายและดำเนินต่อไป  ผู้ป่วยจะมีไข้ และไอบ่อยขึ้นหรือไอรุนแรงเป็นชุดโดยเฉพาะในเด็กเล็ก และไอนานหลายวัน (คนจีนเรียกโรคนี้ว่า โรคไอร้อยวัน) ระยะนี้เราจะนึกถึงโรคไอกรนและภาวะไอเรื้อรังจากโรคอื่น ๆ รวมทั้งโรคภูมิแพ้  แต่การไอของโรคไอกรนในเด็กเล็กจะมีลักษณะไอพุ่ง ไอรุนแรง เป็นชุด เสียงดังก้อง  (coughing paroxysms)  จนต้องรีบหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เสียงหายใจเข้าดัง “whoop” (high-pitched inspiratory "whoop".) เพื่อเตรียมพร้อมที่จะไอชุดใหม่ต่อไป บางรายไอจนกระดูกซี่โครงหัก  บางรายไอจนมีเลือดออกใต้เยื่อบุนัยน์ตา หรือมีจุดเลือดออกที่หน้าอก   ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยและยาต้านจุลชีพในระยะนี้  แต่อาการของโรคไม่ได้ทุเลาอย่างรวดเร็ว  ผู้ป่วยจึงไอต่อไปนาน(จนถึงหนึ่งร้อยวัน!!)  ส่วนตัวเชื้อโรคจะแพร่กระจายตั้งแต่เริ่มป่วยในวันแรกจนถึงสามสัปดาห์หลังจากเริ่มไอหรือจนหยุดไอ  หากกินยาต้านจุลชีพได้ 5 วัน ก็จะหยุดยั้งการแพร่เชื้อได้เช่นกัน

 

•     ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมในการรักษาคือ clarithromycin 500 มก. (เด็กอายุมากกว่า 1 เดือน: 7.5 มก./กก. จนถึง 500 มก.) กิน ทุก 12 ชั่วโมง  หรือ azithromycin 500 มก.(เด็กอายุมากกว่า 6 เดือน: 10 มก./กก. จนถึง 500 มก.) กินในวันแรก, แล้วตามด้วย 250 มก. (เด็กอายุมากกว่า 6 เดือน: 5 มก./กก. จนถึง 250 มก.) กินวันละ 1 ครั้งนาน 4 วัน (เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน: 10 มก./กก. กินวันละครั้ง นาน 5 วัน; หรือ erythromycin 250 มก. (เด็กอายุมากกว่า 1 เดือน: 10 มก./กก. จนถึง 250 มก.) กินทุก 6 ชั่วโมงนาน 7 วัน   การใช้ azithromycin ในทารกอายุน้อยกว่า 1 เดือน เพื่อลดปัญหาเรื่อง  infantile hypertrophic pyloric stenosis (IHPS) ซึ่งอาจจะเกิดจากการกิน erythromycin ใน ทารก  ผู้เขียนคิดว่า roxithromycin ก็น่าจะใช้ได้เพราะการศึกษาในหลอดทดลองพบว่า ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาทางคลินิกที่ยืนยันว่า ใช้รักษาได้ผลดี  หากแพ้ยา erythromycin แนะนำให้ใช้ trimethoprim + sulfamethoxazole 160+800 มก. (เด็ก: 4+20 มก./กก. จนถึง 160+800 มก.) กินทุก 12 ชั่วโมงนาน 7 วัน  โดยทั่วไป  การให้ยาต้านจุลชีพในระยะที่เริ่มไอรุนแรงแล้ว  ไม่ได้ทำให้โรคทุเลาเร็วขึ้น  แต่ช่วยลดระยะเวลาที่จะแพร่เชื้อมากกว่า

 

•     แนวทางการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไอกรนคือ การทำให้วัคซีนมี immunogenicity ที่แรงขึ้นโดยทำให้แอนติเจนไปจับกับโปรตีน  หรือเพิ่ม adjuvant ในวัคซีน  หรือกลับไปใช้  killed whole cell vaccine ร่วมกับ pertussis toxin [D หรือ P (ตัวอักษรตัวใหญ่) หมายถึงขนาดยาของ diphtheria และ pertussis ในวัคซีนมีเท่าเดิม (full-strength doses) และใช้ในทารกและเด็กอายุน้อยกว่า 7 ปี  ส่วน d หรือ p (ตัวอักษรตัวเล็ก) หมายถึงขนาดยาของ diphtheria และ pertussis ที่ลดลงและเป็นวัคซีนที่ใช้ในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่   ส่วน a (ใน DTaP หรือ Tdap) แทนคำว่า acellular และหมายถึงวัคซีนที่ทำจากชิ้นส่วนของเชื้อไอกรน]

 



เอกสารอ้างอิง

Klein NP, Bartlett J, Rowhani-Rahbar A, et al. Waning protection after fifth dose of acellular pertussis vaccine in children. N Engl J Med 2012;367:1012-9.



คำถาม

 

1. บทความที่ได้อ่านมีผลต่อการปรับเปลี่ยนเวชปฏิบัติของท่านมากน้อยเพียงไร

1. ไม่มีผล

2. มีผลบ้าง

3. มีผลปานกลาง

4. มีผลมาก

5. ไม่มีผลแต่ได้ข้อมูลเพิ่มเติม

 

2. ข้อความต่อไปนี้ ถูกต้อง เกี่ยวกับวัคซีน DPT และวัคซีน Tdap

1. วัคซีน DPT มีข้อบ่งชี้ในการฉีดป้องกันโรคทั้งในเด็กและวัยรุ่น

2. วัคซีน DPT สร้างภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ไม่พึงประสงค์ใกล้เคียงกับวัคซีน Tdap

3. หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวัคซีน DPT ในท้ายไตรมาสที่สองหรือเริ่มต้นไตรมาสที่สาม

4. การศึกษาในอเมริกาพบว่า วัคซีน Tdap สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนนานเฉลี่ยประมาณ 10 ปี

5. ผู้ใหญ่ควรได้รับการฉีดวัคซีน Tdap อย่างน้อย 1 ครั้งแทนวัคซีนป้องกันบาดทะยัก

 

3. ข้อความต่อไปนี้ ถูกต้อง เกี่ยวกับโรคไอกรน

1. อาการเด่นในสัปดาห์แรกของโรค คือ มีไข้ ไอแห้ง ๆ ไอเป็นชุด ๆ จนตัวงอหรือหายใจเข้าแทบไม่ทัน

2. จุดเลือดออกที่หน้าอก หรือ ที่ตาขาว พบได้บ่อยในสัปดาห์แรกของโรค

3. หากเกิดโรคในผู้ใหญ่   อาการไอจะรุนแรงและมีอัตราตายสูงกว่าในเด็ก

4. ยากลุ่ม macrolide เช่น clarithromycin, azithromycin ทำให้อาการทุเลาและหายไอใน 2-3 วัน

5. การกินยากลุ่ม macrolide ได้ 5 วัน ทำให้ผู้ป่วยไม่แพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

 

 

เฉลยคำตอบด้านล่างของหน้า

 

 

 

 


 

 

 

 

เฉลยคำตอบ

ข้อ 2. คำตอบ: 5

ข้อ 3. คำตอบ: 5

 

 

 


 

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 08 ธันวาคม 2012 เวลา 19:30 น.
 
July 2014
M T W T F S S
30 1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 1 2 3

 

.

 

ดาวน์โหลดสไลด์การประชุมวิชาการสัญจร (เก่า)
 
Follow us on
 
      

© 2011-2014 THE ROYAL COLLEGE OF PHYSICIANS OF THAILAND (RCPT) All right reserved
View counter stats