ศึกษาต่อเนื่อง CME Interesting Conferences โรคติดเชื้อ Bartonella (Bartonellosis) ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ : ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี
โรคติดเชื้อ Bartonella (Bartonellosis) ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ : ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Admin (CME)   
วันอังคารที่ 08 ตุลาคม 2013 เวลา 11:02 น.

โรคติดเชื้อ Bartonellosis เกิดจากแบคทีเรีย Bartonella spp.  และจัดเป็น zoonosis หรือ emerging infectious disease อีกชนิดหนึ่ง   เชื้อชนิดนี้ก่อโรคในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือปกติ  ในยุคที่โรคเอดส์ระบาด ผู้ป่วยเอดส์ที่ติดเชื้อB. henselae และ B. quintana ป่วยเป็นโรค bacillary angiomatosis และมีรอยโรคที่ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง  กระดูก  บางรายที่ติดเชื้อ B. henselae ป่วยเป็นโรค bacillary peliosis ที่ตับและม้าม

โรคติดเชื้อ Bartonella (Bartonellosis) ในคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติ

การประชุมวิชาการสัญจร ครั้งที่ 23    ณ  โรงพยาบาลลำปาง

ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี    ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  มหาวิทยาลัยมหิดล

 

โรคติดเชื้อ Bartonellosis เกิดจากแบคทีเรีย Bartonella spp.  และจัดเป็น zoonosis หรือ emerging infectious disease อีกชนิดหนึ่ง   เชื้อชนิดนี้ก่อโรคในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือปกติ  ในยุคที่โรคเอดส์ระบาด ผู้ป่วยเอดส์ที่ติดเชื้อ B. henselae และ B. quintana ป่วยเป็นโรค bacillary angiomatosis และมีรอยโรคที่ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง  กระดูก  บางรายที่ติดเชื้อ B. henselae ป่วยเป็นโรค bacillary peliosis ที่ตับและม้าม

สำหรับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ  โรคนี้ทำให้เกิดลักษณะคลินิกหลายรูปแบบซึ่งมีทั้งแบบที่แสดงอาการเฉพาะที่และแบบไข้ไม่ทราบสาเหตุ  หากไม่นึกถึงโรคนี้จากลักษณะคลินิก จะทำให้วินิจฉัยไม่ได้ เพราะการเพาะเชื้อและการตรวจทางน้ำเหลืองทั่วไปจะให้ผลลบ    ลักษณะคลินิกแบบที่มีอาการแสดงเฉพาะที่และพบบ่อย มีสามแบบ ได้แก่

1.      Cat scratch disease ก่อโรคโดยเชื้อ B. henselae ทำให้มีไข้ ไข้สูง ต่อมน้ำเหลืองบวมโตมากและเจ็บ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1-6 ซม. เยื่อบุนัยน์ตาแดง  ปวดเมื่อยตามตัว หรือ ปวดศีรษะ

2. Trench fever ก่อโรคโดยเชื้อ B. quintana ทำให้มีไข้ ไข้เรื้อรัง ปวดศีรษะ  ผื่น และ ปวดกระดูกที่คอและหลัง

3. Carrión's disease ก่อโรคโดยเชื้อ B. bacilliformis ระยะแรกของโรคทำให้มี ไข้ ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  ซีดมาก; ระยะหลังของโรค มีตุ่มใต้ผิวหนังและนูนปูดขึ้นมา มีสีแดงหรือแดงคล้ำ  ต่อมา ตุ่มนี้แตกเป็นแผลที่ผิวหนังและมีเลือดออกได้

ลักษณะคลินิกแบบไข้ไม่ทราบสาเหตุ มีทั้ง acute febrile illness จนถึง pyrexia of unknown origin และ culture-negative subacute endocarditis ที่ aortic valve และ myocarditis ซึ่งเป็นภาวะที่คุกคามถึงชีวิตได้  โดยทั่วไปในประเทศไทยวินิจฉัยเชื้อก่อโรคไม่ได้จนลิ้นหัวใจรั่วมากและภาวะการไหลเวียนล้มเหลวจนต้องรีบผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ  เมื่อส่งลิ้นหัวใจไปตรวจทางพยาธิวิทยาและมีการย้อมสีทั่วไป เช่น Hematoxylin & Eosin (H&E) stain, Giemsa stain, Wright stain, Periodic acid- Schiff (PAS) stain มักตรวจไม่พบเชื้อ นอกจากย้อมชิ้นเนื้อด้วยสีที่มีเกลือเงิน (silver) เช่น Warthin-Starry, Steiner, Dieterle stains) จึงเห็นเชื้อก่อโรคเป็นแท่งเดี่ยวหรืออยู่เป็นกลุ่มหรืออยู่ติดกันเป็นสายสั้น ๆ และอยู่นอกเซลล์  (บางท่านนึกว่า เป็นตะกอนสีเงินมากกว่าเชื้อโรค)  การย้อมสีเป็นวิธีที่พยาธิแพทย์ช่วยวินิจฉัยโรคนี้จากการตรวจเนื้อเยื่อของลิ้นหัวใจหรือต่อมน้ำเหลือง  ส่วนการใช้สีอื่น เช่น สี Giemsa ย้อม peripheral blood smear  เราตรวจพบเชื้อในเม็ดเลือดขาวหรือเม็ดเลือดแดงในโรค Oroya fever

การเพาะเชื้อจากเลือด ต้องใช้อาหารพิเศษ และ ตามด้วย PCR ในการแยกแยะว่า เป็นเชื้อชนิดนี้

·       เพาะเชื้อจากเลือดโดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อพิเศษ (เช่น Bactec Plus) หากไม่มีเชื้อขึ้นหลัง 7 วัน ให้นำอาหารเลี้ยงเชื้อนี้ 1 มล. ไปเพาะเลี้ยงต่อบน sheep-blood agar plates และบ่มต่ออีก 45 วัน  แล้วตรวจยืนยันด้วยวิธี PCR ที่มี primer เฉพาะ

·       เพาะเชื้อจากก้อนเลือด (blood clot) โดยใช้  Bartonella alpha-proteobacteria growth medium ย่อว่า BAP-G-M ร่วมกับการทำ PCR จะเพิ่มความไวในการตรวจพบเชื้อถึง 4-5 เท่า

การวินิจฉัยโดยตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM และ IgG ในเลือด  สามารถใช้วิธี indirect immunofluorescence assay (ไตเตอร์สูงเกิน 4 เท่า หรือสูงเกิน 1:100 ในคนที่ให้ผลลบมาก่อน) หรือวิธี ELISA   แต่อาจจะมีปฎิกริยาข้ามพวกกับเชื้อ Chlamydia spp. และ Coxiella burnetii ได้

ส่วนวิธีวินิจฉัยที่ไวกว่าและดีกว่าหากมีน้ำยาและเครื่องมือ คือ polymerase chain reaction (PCR) โดยใช้ primer ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อชนิดนี้

ยาต้านจุลชีพที่ใช้รักษาโรคนี้มีหลายขนาน เช่น clarithromycin, azithromycin, levofloxacin, gentamicin, cotrimoxazole, rifampicin เป็นต้น

สรุป

โรคติดเชื้อ Bartonellosis มีลักษณะคลินิกหลายรูปแบบและเกิดโรคในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือปกติ  หากไม่นึกถึงโรคนี้จากลักษณะคลินิกและไม่มีการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจโดยการย้อมสีพิเศษ  จะทำให้วินิจฉัยโรคนี้ไม่ได้และการรักษาอาจจะผิดพลาดได้  การพัฒนาวิธี PCR ในการวินิจฉัยโรคนี้ จะช่วยให้แพทย์รู้จักโรคนี้ดีขึ้น ซึ่งจัดเป็น zoonosis หรือ emerging infectious disease

เอกสารอ้างอิง

1.      Breitschwerdt EB, Maggi RG, Chomel BB, Lappin MR. Bartonellosis: an emerging infectious disease of zoonotic importance to animals and human beings. J Vet Emer Crit Care 2010;20(1): 8‐30.

2.      Bai Y, Kosoy MY, Diaz MH, Winchell J, Baggett H, Maloney SA, et al. Bartonella vinsonii subsp. arupensis in humans, Thailand. Emerg Infect Dis [DOI: 0.3201/eid1806.111750]. 2012 Jun [February 11, 2013].

3.      Brouqui P, Lascola B, Roux V, Raoult D. Chronic Bartonella quintana Bacteremia in Homeless Patients. N Engl J Med 1999; 340:184-9.

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 08 ตุลาคม 2013 เวลา 11:05 น.
 
August 2018
M T W T F S S
30 31 1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31 1 2
 
Follow us on
 
      

© 2011-2018 THE ROYAL COLLEGE OF PHYSICIANS OF THAILAND (RCPT) All right reserved
View counter stats