ศึกษาต่อเนื่อง CME Hot Issues Efficacy of antibiotic therapy for acute exacerbations of mild to moderate COPD
Efficacy of antibiotic therapy for acute exacerbations of mild to moderate COPD PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Sathit Kurathong   
วันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 เวลา 14:22 น.

จากข้อมูลการศึกษาในอดีตที่ผ่านมาไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า การรักษาการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในผู้ป่วยที่เดิมมีความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง ด้วยการให้ยาต้านจุลชีพแบคทีเรียร่วมด้วยจะมีประโยชน์หรือไม่ คณะผู้ศึกษาได้คัดเลือกผู้ป่วยแบบสุ่มเปรียบเทียบการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ co-amoxiclav (กลุ่มทดลอง) กับยาหลอก (กลุ่มควบคุม) เป็นเวลานาน 8 วัน ในผู้ป่วย COPD ที่มีการตรวจสไปโรเมตรีย์พบ FEV1/FVC < 0.7 และ FEV1 < 50 % predicted เกณฑ์การวินิจฉัยการกำเริบของโรคใช้ลักษณะ 1 ใน 3 ข้อคือหอบเหนื่อยเพิ่มขึ้น เสมหะเพิ่มขึ้น หรือ เสมหะเปลี่ยนสี สำหรับการรักษาร่วมอื่นๆ ไม่ได้จำกัด รวมทั้งการให้คอร์ติโคสเตียรอยด์ในรูปแบบรับประทาน

 

 

 

 

 

Efficacy of antibiotic therapy for acute exacerbations of mild to moderate COPD

American Journal of Respiratory and Critical Care Medicine
August 2012, vol. 186, pp 716-723.

 

นิธิพัฒน์ เจียรกุล
สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 

 

จากข้อมูลการศึกษาในอดีตที่ผ่านมาไม่สามารถสรุปได้ชัดเจนว่า การรักษาการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ในผู้ป่วยที่เดิมมีความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง ด้วยการให้ยาต้านจุลชีพแบคทีเรียร่วมด้วยจะมีประโยชน์หรือไม่

 

คณะผู้ศึกษาที่เป็นกลุ่มพหุสถาบันในประเทสเสปน ได้คัดเลือกผู้ป่วยแบบสุ่มเปรียบเทียบการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ co-amoxiclav กินขนาด 625 มก.วันละ 3 เวลา (กลุ่มทดลอง) กับยาหลอก (กลุ่มควบคุม) เป็นเวลานาน 8 วัน ในผู้ป่วย COPD 310 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี สูบบุหรี่ > 10 pack-years และมีการตรวจสไปโรเมตรีย์พบ FEV1/FVC < 0.7 และ FEV1 < 50 % predicted เกณฑ์การวินิจฉัยการกำเริบของโรคใช้ตามมาตรฐานของ Anthonisen และคณะ (ลักษณะ 1 ใน 3 ข้อคือหอบเหนื่อยเพิ่มขึ้น เสมหะเพิ่มขึ้น หรือ เสมหะเปลี่ยนสี) สำหรับการรักษาร่วมอื่นๆ ไม่ได้จำกัดรวมทั้งการให้คอร์ติโคสเตียรอยด์กินร่วมด้วยในขนาด 1 มก./กก./วัน โดยไม่เกิน 60 มก./วัน และนานไม่เกิน 10 วัน

 

ผลการวิเคราะห์แบบ intention-to-treat พบว่า

 

1. กลุ่มทดลองมีการหายทางคลินิกเมื่อสิ้นสุดการรักษา (วันที่ 9-11 ภายหลังเริ่มรักษา) คิดเป็นร้อยละ 74.1 เทียบกับร้อยละ 59.9 ในกลุ่มควบคุม ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.016) โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของ peak expiratory flow เมื่อรักษาครบจากก่อนการรักษาที่ 52.8 ลิตร/นาที เทียบกับ 38.5 ลิตร/นาทีในกลุ่มควบคุม ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.039)

 

2. เมื่อดูที่วันที่ 20 ภายหลังเริ่มการรักษา การหายขาดทางคลินิกก็ยังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.006) คือร้อยละ 81.6 เทียบกับร้อยละ 67.8

 

3. เมื่อดูค่า CRP จากการตรวจเลือดปลายนิ้ว พบว่าที่ระดับ 40 มก./ลิตร สามารถทำนายการหายทางคลินิกได้โดยมีความไวและความจำเพาะ 0.655 และ 0.876 ตามลำดับ และมีค่า area under the curve 0.732

 

4. เมื่อติดตามทั้งสองกลุ่มไปภายหลังการหายทางคลินิกแล้ว กลุ่มทดลองมีค่ามัธยฐานของการกำเริบครั้งต่อไปที่ 233 วันเทียบกับ 160 วันในกลุ่มทดลอง ซึ่งนานกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.015)

 

5. เมื่อวิเคราะห์ตัวแปรทั้งหมดร่วมกัน พบว่าการล้มเหลวทางคลินิกเมื่อรักษาครบ 8 วันจะขึ้นกับปัจจัย 3 ประการ เรียงตามลำดับค่าความสัมพันธ์จากมากไปน้อยคือ การมีค่า CRP ในเลือด > 40 มก./ลิตร การไม่ได้รับยาต้านจุลชีพ และการมีโรคหลอดเลือดหัวใจร่วมด้วย

 

6. ผู้ป่วยกลุ่มทดลองเกิดผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 14.5 เทียบกับ 7.9, p = 0.048) ส่วนใหญ่เป็นอาการในระบบทางเดินอาหารและมีความรุนแรงน้อย มีเพียง 2 รายจากทั้งหมด 152 รายในกลุ่มทดลองที่ต้องยุติการรักษาเพราะทนผลข้างเคียงไม่ได้

 

ข้อสรุปของผู้วิจัย: การให้ยาต้านจุลชีพแบคทีเรียในผู้ป่วย COPD ระดับความรุนแรงของโรคน้อยถึงปานกลาง ที่มีโรคกำเริบรุนแรงปานกลาง มีประโยชน์ทั้งในระยะสั้นที่ช่วยให้หายได้ดีขึ้นและระยะยาวคือชะลอเวลาการกำเริบซ้ำ

 

ข้อสังเกต:

 

1. ผู้ป่วยในกลุ่มควบคุมหายได้โดยไม่ต้องได้ยาต้านจุลชีพถึงเกือบร้อยละ 60 โดยในกลุ่มนี้เสมหะไม่เปลี่ยนสีประมาณร้อยละ 35 จึงควรหาปัจจัยชี้บ่งเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียจากการได้รับยาต้านจุลชีพโดยไม่จำเป็น

 

2. ทั้งสองกลุ่มได้รับคอร์ติโคสเตียรอยด์กินร่วมด้วยประมาณร้อยละ 17 แสดงว่าการกำเริบไม่รุนแรงมากในทัศนะของแพทย์ที่ทำการรักษา ซึ่งอาจส่งผลให้หายได้เองแม้ไม่ได้รับยาต้านจุลชีพ หรือถ้าได้รับคอร์ติโคสเตียรอยด์ทุกรายอาจไม่เห็นความแตกต่างของยาต้านจุลชีพกับยาหลอกก็ได้

 

3. การตรวจค่า CRP ในเลือดโดยเฉพาะจากปลายนิ้วเช่นในการศึกษานี้ น่าจะมีประโยชน์ในอนาคตเพื่อใช้จำแนกผู้ป่วยที่มีการกำเริบรุนแรงและควรได้รับยาต้านจุลชีพร่วมด้วยอย่างเหมาะสม

 

 

 

CME Question

 

1. From this randomized, double-blind, placebo-controlled study, which parameter is NOT characterized as acute exacerbation of COPD features?

 

A. Increase of dyspnea

B. Increase of sputum volume

C. Sputum purulence

D. Decrease of peak expiratory flow

E. Presence of fever

 

Answer: E

 

 

2. From this randomized, double-blind, placebo-controlled study, which parameter is the BEST for predicting clinical failure of COPD exacerbation after treatment?

 

A. CRP > 40 mg/L

B. Not receiving antibiotic therapy

C. Presence of coronary heart disease as a co-morbid condition

D. Increase of dyspnea

E. Increase of sputum purulence

 

Answer: A

 

 

3. From this randomized, double-blind, placebo-controlled study, which of the following clinical outcomes of COPD exacerbation is NOT existed?

 

A. Clinical cure at day 9-11

B. Clinical cure at day 20

C. Return of CRP level to normal value

D. Days until next exacerbation

E. Increase of peak expiratory flow from pretreatment value

 

Answer: C

 

 

 

 

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 เวลา 14:29 น.
 
July 2019
M T W T F S S
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31 1 2 3 4
 
Follow us on
 
      

© 2011-2019 THE ROYAL COLLEGE OF PHYSICIANS OF THAILAND (RCPT) All right reserved
View counter stats